เทศน์เช้า วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะนะ วันนี้วันขึ้นปีใหม่ สิ่งว่าวันขึ้นปีใหม่ ทุกคนต้องใช้ชีวิตใหม่ มีความหวังใหม่ มีความต้องการให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ชีวิตมีความสุข ถ้าความสุข ความสงบ ความระงับของเรา เราจะบอกเลยสวัสดีปีใหม่ สวัสดีปีใหม่ สวัสดีสติ สวัสดีสมาธิ สวัสดีปัญญา ถ้าใครได้สวัสดี คนนั้นจะมีลาภ ลาภมหาศาล มีลาภมหาศาลเพราะมันมีสติ มีสมาธิ มีปัญญาไง
ไอ้นี่มันมีแต่ชื่อ ชื่อศึกษาเรียนไว้อยู่ในพระไตรปิฎก เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านปรินิพพาน ท่านสั่งภิกษุไว้ ภิกษุเป็นนักรบไง ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขาร สังขารทั้งร่างกายและจิตใจ สังขารทั้งร่างกาย สังขารร่างกายนี้ทางความเข้าใจของโลกไง ถ้าทางพระนะ สังขารคือความคิด ความปรุง ความแต่งไง คือความรู้สึกนึกคิดนั่นน่ะ อย่าประมาทกับชีวิต อย่าประมาทกับกิเลส ห้ามประมาท ห้ามประมาทไง คำว่า “ประมาทใช่ไหม”
ฉะนั้น ถึงว่าสวัสดีปีใหม่ ถ้าสวัสดีปีใหม่เราหวัง มันเป็นเรื่องของสังคม เรื่องของโลกนะ เราก็เห็นด้วยนะ ยิ่งในปัจจุบันนี้มีสวดมนต์ข้ามปี สวดมนต์ข้ามปี จริงๆ นะเราดีใจ เราดีใจว่าเขาเห็นคุณค่าไง มนุษย์เรามันต้องมีคุณค่า มนุษย์เราจะเลี้ยงสังสรรค์ สังสรรค์มันเรื่องโลกๆ สังสรรค์ก็สังสรรค์กัน มันเป็นสังคมเราก็เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยนะ แต่เราสังสรรค์กันด้วยพอหอมปากหอมคอไง พอหอมปากหอมคอนะ เราสวดมนต์ข้ามปี สวดมนต์ข้ามปี มันเป็นมงคลชีวิต มันได้สิริมงคล มงคลแก่ตัวเราเองไง ถ้ามงคลแก่ตัวเราเอง เราทำเพื่อมงคลชีวิตไง
นี่ก็เหมือนกัน มาวัดมาวาขึ้นมา วันปีใหม่ ปีใหม่นะ ปีใหม่ไปขอพรจากหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เป็นคนนอกไง เป็นคนจากร่างกายของเราไง แต่ถ้าเราสวัสดีปีใหม่ สวัสดีกับสติ สวัสดีกับสมาธิ สวัสดีกับปัญญา มันเป็นของเราเองไง เราอยู่กับหลวงตานะ เวลาท่านบอกว่าท่านชี้ ท่านบอกพระ ท่านบอกว่าเป็นอันดับสอง อันดับหนึ่งเขาคิดได้ ถ้าใครคิดได้ ใครคิดได้ริเริ่ม มีการกระทำที่ดีงาม ท่านชื่นชม ชื่นชมนะ ชื่นชมว่าคนคนนั้นมันฉลาด คนคนนั้นสามารถเอาชีวิตรอดได้ คนคนนั้นสามารถเอาชีวิตหลบเลี่ยงจากอุปสรรคในชีวิตของตัวเองได้ แต่ถ้าไปขอพร ขอพรนะ ผมจะทำอย่างไรดีครับ ไปหาหมอดูสิ หมอดูมันทายให้หมดเลย แต่ทำไมไม่คิดเองล่ะ
เราคิดเอง แต่คิดเองไม่ได้ คิดเองไม่ได้เพราะเราย้ำคิดย้ำทำกับอารมณ์นั้น เราอยู่กับอารมณ์ความที่มันกดดันเรา ถ้าเราวางไว้แล้วหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธนะ ตั้งสติไว้ ทางโลกเขาสอน ก่อนจะพูดให้นับหนึ่งถึงสิบก่อน ให้มันได้คิดทบทวนกับความคิดของตัวเองก่อน ถ้าเรานับหนึ่งถึงสิบ เราไม่ได้จมอยู่กับอารมณ์นั้นไง ถ้าเราจมอยู่กับอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นทั้งกด ทั้งเหยียบ ทั้งกระทืบ แล้วเราก็จมอยู่กับอารมณ์นั้น แล้วเราก็พลิกแพลงขึ้นมาไม่ได้ พลิกแพลงไม่ได้เพราะเราไม่เคยฝึกหัด เราไม่เคยฝึกหัดไง
เรามีมากมาย ทุกคนศึกษาธรรมะ เข้าใจธรรมะหมด ทำไมผมเป็นอย่างนี้ ศึกษาธรรมะหมด ทำไมชีวิตผมเป็นอย่างนี้ ศึกษาธรรมะก็ศึกษาไว้ไง พระไตรปิฎกก็เอาไว้ในตู้ไง เรื่องมรรค เรื่องผลก็ฝากไว้กับพระ เวลาเรามีความทุกข์ความยากของเราในหัวใจล่ะ เราศึกษาแล้ว ศึกษาแล้ว ในพระพุทธศาสนามันเรื่องสัจธรรมไง ในลัทธิศาสนาอื่นนะเขาก็เชื่อพระเจ้าของเขา แล้วก็ต้องพระเจ้าเป็นแล้วแต่เมตตาของพระเจ้า พระเจ้าเป็นคนตัดสิน พระเจ้า นั่นเป็นเรื่องของพระเจ้าของเขา
แต่! แต่พระพุทธศาสนานะ เวลาศึกษาแล้ว ศึกษาแล้ว ศึกษาแล้วเราต้องประพฤติปฏิบัติ ศึกษาแล้วเราต้องค้นคว้า เราต้องเอาเป็นความจริงไง ศึกษานี้เป็นภาคปริยัติไง เป็นทฤษฎีไง แล้วความจริงล่ะ นิพพาน นิพพาน วิมุตติสุขมันอยู่ไหนล่ะ มันก็เป็นนักสอนที่จารึกไว้ในพระไตรปิฎกไง แต่เวลามันอยู่ในใจของสัตว์โลก สวัสดีวิมุตติ โอ๋ย! สวัสดีเลยนะ ไอ้นี่เขียนไว้เลย เวลาจะฉลอง เขียนคำขวัญไว้เลย สวัสดีวิมุตติ แต่มันไม่เคยเห็น วัดป่าวิมุตติ วัดป่าวิวัฏฏะ วัดป่าที่พ้นจากกิเลส แล้วพระในวัดมันทำอะไรกัน
นี่มันมีแต่ชื่อ นี่ก็ศึกษา ศึกษาได้แต่ชื่อไง ถ้าเราเป็นความจริง พระพุทธศาสนาสอนไง ทาน ศีล ภาวนา เด็กเล็กๆ น้อยๆ พาเข้าวัดเข้าวา ให้มันรู้จักเคารพเด็ก ผู้ใหญ่ ให้มันอยู่กับสังคมนะ แล้วมันไม่ใช่ก้าวร้าว สังคมเรามันก้าวร้าวหัวร้อน มีแต่ปัญหาทั้งสิ้น ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราสั่งสอนมันตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าเราสั่งสอนตอนนี้นะ เราสั่งสอนมัน อบรมมัน บ่มเพาะมันไง
นี่ไงทาน รู้จักเสียสละ ขับรถอย่าหัวร้อน ถ้าใครเขามีอารมณ์รุนแรง พยายามระงับสติของเราไว้ เราไม่เอาพิมเสนไปแลกเกลือ เราไม่ไปแลกกับอารมณ์ชั่ววูบของใคร แล้วอารมณ์ชั่ววูบนั่นน่ะมันทำให้ชีวิตของสังคมมีความเดือดร้อนไปทั้งสิ้น พลัดพรากของที่รัก ของรักของเรามันพลัดพรากไปเจ็บปวดทั้งนั้น เวลามันเจ็บปวด แต่มันก็เป็นความจริงไง
ฉะนั้น เรามีสติ มีปัญญาของเรา ศึกษาแล้ว ศึกษาแล้วประพฤติปฏิบัติ เวลาประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัด ฝึกหัด เห็นไหม ตั้งสติของเราไว้ เวลาหลวงปู่ฝั้นท่านพูดไง “หายใจทิ้งเปล่าๆ หายใจทิ้งเปล่าๆ” มันฝังใจมาก เพราะมันมีคุณค่า มันมีคุณค่าทางการแพทย์ หายใจไม่ได้ก็ตาย แล้วหายใจได้ในชีวิตนี้ ท่านยังบอกว่าหายใจทิ้งเปล่าๆ เลย แต่ถ้าหายใจแล้วมีสติ สติอยู่กับความรู้สึก อยู่กับลมนั้น ถ้ามันยังไม่ชัดเจนก็อยู่กับความรู้สึกนั้นก่อน ถ้ามันชัดเจนมันอยู่กับลมนั้น ลมสั้น ลมยาว ลมใส ลมสะอาด โอ้โฮ! มันชัดเจนนะ
เวลาคนปฏิบัติไปมันอยู่ที่อำนาจวาสนา เวลามันรู้มันเห็นขึ้นมา มหัศจรรย์มาก มหัศจรรย์ นี่ไงสวัสดีความมหัศจรรย์ครับ แล้วมันฝังใจ ถ้ามันไม่สวัสดีความมหัศจรรย์นะ มันจะไม่ดึงดูดให้คนปฏิบัติหรอก
เวลาครูบาอาจารย์ หลวงปู่ตื้อนั่งทีหนึ่ง ๗ วัน ๗ คืน เพราะท่านอาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตาท่านชื่นชมว่า เดินจงกรมจนทางจงกรมเป็นร่องไปเลย มันมาจากไหนล่ะ นี่พระอรหันต์ทั้งนั้นนะ เวลาพระอรหันต์ พระอรหันต์ ท่านมาจากการกระทำของท่าน ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนบันดาล ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนพยากรณ์ มีแต่ความศรัทธา ความเชื่อ ความวิริยะ ความอุตสาหะ มีแต่การกระทำ
นี่ไงพระพุทธศาสนาไง อ้อนวอนไม่ได้ แต่เราอ้อนวอนกันมันเป็นสามัญสำนึกของมนุษย์ไง เราก็อยากได้ อยากดี อยากประสบความสำเร็จ ในเมื่อเราวุฒิภาวะแค่นี้เราก็อธิษฐานอ้อนวอนขอ ถ้ามันเป็นไปได้ เป็นไปได้สายบุญ สายกรรมไง
เวลาสายบุญสายกรรมนะ ดูสิลูกศิษย์พระสารีบุตร เห็นไหม ที่ว่าจะสิ้นชีวิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้ไปลาพ่อลาแม่เขา เวลาจะลาพ่อลาแม่เขา พระสารีบุตรก็ให้ไป ไปแล้วเด็กน้อยไง สามเณร ๗ ขวบให้ไปลาพ่อลาแม่ คือให้ไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ อายุขัยจะหมดไง เวลาเขาไปแล้ว เด็กประสาเด็กไปเห็นปลามันอยู่ในแอ่งน้ำที่มันจะแห้ง ด้วยเด็กมันก็จับไปปล่อย จับไปให้มันมีชีวิตต่อเนื่องกันไปไง ไปลาพ่อลาแม่กลับมาไม่ตาย
เวลาที่ว่ามันเป็นผลของวัฏฏะไง การดำรงชีพถ้าเราไม่ประมาท มันไม่มาตัดรอนไง คนตัดรอนนะ ลำเทียนเล่มหนึ่ง เราจุดถ้าหมดเล่มคืออายุขัยของเรา ลำเทียนเล่มหนึ่ง เห็นไหม จุดแล้วลมพัดมันดับ ครึ่งเล่มมันดับ แล้วมันดับมันเหลือครึ่งเล่ม อันนั้นกว่ามันจะหมดอายุขัยนะ เวลา วันเวลาของสัมภเวสี ผู้ที่ตายไปที่ยังไม่สิ้นอายุขัย “เขาไม่ได้เสวยภพเสวยชาติ หลวงพ่ออย่าเล่านิทาน” ไม่ใช่!ความจริง นี่ความจริงไม่ใช่นิทาน แต่ความจริงที่เรารู้ไม่ได้ ไม่เคยสวัสดีไง สวัสดีมันไม่เป็นไง มันเลยไม่มีไง
แต่ถ้ามันเป็นความจริง นี่พูดถึงผลของวัฏฏะไง ถ้ามันคำว่า “ยังไม่สิ้นอายุขัย” แต่เขามีอุบัติเหตุเขาต้องไปก่อน เทียนที่ดับที่ยังไม่ได้เผา สัมภเวสีอายุขัยของเขาแล้วมันทุกข์มันยากอยู่อย่างนั้น ที่เราอุทิศส่วนกุศล อุทิศส่วนกุศลก็พวกนี้ไง พวกที่จิตวิญญาณที่เขาไม่มีโอกาสได้กระทำ แต่เรามีเรากระทำได้ ถ้าเรามีเรากระทำ เราอุทิศส่วนกุศลอันนั้น มันเป็นน้ำใจ ค่าน้ำใจที่เราอุทิศไป อุทิศไป
คนที่ตกทุกข์ได้ยาก เห็นไหม ปัจจัยเครื่องอาศัยเราเลี้ยงชีพกันอยู่ในโลกปัจจุบันเรานี้ น้ำใจของเรา บุญกุศลของเรา เราอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก มันเป็นบุญกุศลของเรา ถ้าจิตใจมันเป็นธรรม มันคิดของมันได้ มันเป็นสาธารณะไง แล้วมันจะไม่หัวร้อน ไม่หัวร้อนเพราะมันคิดถึงคนอื่น คิดถึงคนนู้น คิดถึงคนนี้ไง ถ้าเราทำอย่างนี้ได้นะ
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาแล้วให้ปฏิบัติ เวลาปฏิบัติไปมันจะเข้าใจนะ ขอแค่ทำสมาธิได้เท่านั้นน่ะ มันเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้าทันทีเลยล่ะ แต่มันยังไม่ทำสมาธิได้ มันอยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกมันพลิกมันแพลง จริงหรือไม่จริง ใช่หรือไม่ใช่ มันยังต่อรองอยู่อย่างนั้น กิเลสมันจะต่อรองกับความศรัทธาความเชื่อของเราตลอดไป
แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติเข้าไป พอจิตมันสงบแล้ว กิเลสต่อรองไม่ได้ ต่อรองไม่ได้เพราะกิเลสมันสงบตัวลง สงบตัวลงด้วยพุทธานุสติ อานาปานสติ ด้วยปัญญาอบรมสมาธิ มันสงบตัวลง ด้วยนวกรรมที่จิตที่มีการกระทำ เห็นไหม
สวัสดีสมาธิ สวัสดีความวิริยะ สวัสดีความอุตสาหะ สวัสดีการกระทำของเรา แล้วผลมันจะเกิดกับเรา พอเกิดกับเรานั่นคือพุทธะไง จิตสงบคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วมันจะได้สั้น ได้ยาว ได้มาก ได้น้อย มันอยู่ที่วาสนาของคน เราได้สั้น ได้ยาว ได้มาก ได้น้อยขึ้นมา ถ้าคนมีอำนาจวาสนา มันก็พยายามจะทำซ้ำทำซาก ชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก
เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่เจี๊ยะท่านชอบพูดคำนี้มาก “ชำนาญในวสี ชำนาญในวสี การเข้าและการออก” เพราะความชำนาญของคนมันทำแล้วมันรู้มันเห็นไง
แต่ของเรา มันมีการเข้า การออกด้วยหรือสมาธิ ผมมีสมาธิ ผมไม่เคยเข้า ไม่เคยออกเลย ผมว่างๆ ว่างๆ ว่างๆ ก็อารมณ์เรานี่ไง เราก็คิดว่าว่าง แล้วเข้าสมาธิไหมล่ะ พอไม่เข้าสมาธิมันก็ไม่ใช่รสของธรรมไง คำว่า “รสของสมาธิธรรม”ถ้าไม่ได้รสของสมาธิธรรม มันก็ไม่ได้ดื่มด่ำรสชาติอันนั้นไง พอมันไม่ได้ดื่มด่ำรสชาตินั้นมันก็ยังงงๆ อยู่นี่ไง
แต่ถ้ามันได้ดื่มด่ำรสชาติตามความเป็นจริงนะ มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก จะถามใคร ต้องถามใคร ถ้ามันเป็นความจริงต้องถามใคร ถ้ายังถามอยู่คือยังไม่รู้ ยังถามอยู่ ยังไม่เข้าใจ ยังไม่เป็น แต่ถ้ามันเป็นแล้วไง
ฉะนั้น พระพุทธศาสนาไม่ใช่อ้อนวอน ไม่ใช่ให้ใครมาตัดสิน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมไง กมฺมพนฺธุ กมฺมปฏิสรโณ กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นเครื่องอยู่ กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ก็อาศัยความคิดนั้นน่ะ อาศัยเวรอาศัยกรรมนั้นน่ะอยู่ แล้วถ้ามันสร้างเวรสร้างกรรมที่ดีงาม เห็นไหม กรรมมันมีกรรมดีและกรรมชั่ว แล้วเราจะมีแต่กรรมชั่วอย่างเดียวใช่ไหม เราไม่เคยทำคุณงามความดีเลยหรือ
แล้วถ้าทำคุณงามความดี อย่างครูบาอาจารย์ของเรานะทำความดี หลวงตาท่านพูดเอง “เดินจงกรมให้ใครเห็นไม่ได้ ท่านนั่งสมาธิภาวนาให้คนเห็นไม่ได้ ท่านบอกไม่ขลัง ความดีของพวกเราไม่มีใครเห็น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ใครเห็น แต่เวลาแสดงธัมมจักฯ นะ เทวดาส่งข่าวเป็นชั้นๆ ขึ้นไปเลย เพราะเทวดา อินทร์ พรหมรอตรงนี้ทั้งนั้น
คนเวลามันโดนกดดัน โดนบีบคั้น ทุกคนอยากหาทางออก เวลาหม้อต้มนรก สวรรค์ หม้อต้มอัดจิตวิญญาณไว้ แล้วมันรอออกทั้งนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม นั่นน่ะคือช่องทางที่จะออก มคฺโค ทางอันเอก ทางที่จะพ้นจากกิเลส ทางที่จะพ้นจากทุกข์ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ เทวดาส่งข่าวเป็นชั้นๆ เลย
“บัดนี้ธรรมะเกิดแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดแล้ว มีทางออกแล้ว มาฟังเทศน์ มาฟังธรรม” นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอน ๓ โลกธาตุไง
“นรก สวรรค์ไม่มี” ไม่มีก็เป็นสิทธิ์ เรื่องของมึง แต่ถ้าคนเขามีสวรรค์ในอก นรกในใจสำคัญมากเลย สุคโต สุคโตนะ ถ้ามันสุคโตที่นี่มันก็ไปสุคโตข้างหน้า ตอนนี้บีบคั้นมาก ทุกข์ยากมากมันจะไปไหน มันก็ไปทุกข์นั่นแหละ ฉะนั้น เวลาแก้ มันแก้กันที่นี่ไง
พระพุทธศาสนาสอนถึงปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ สอนให้เราประพฤติปฏิบัติ เวลาเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราเป็นนายช่าง เราซ่อมรถซ่อมรา ซ่อมบ้านซ่อมเรือน ซ่อมได้ทุกอย่างเลย ไม่ง้อใครเลย เราเป็นนายช่าง เราทำเป็น ทีนี้เราทำเป็น เรารักษาหัวใจเราเป็น เราดูแลหัวใจเราเป็น เราอยู่ที่ไหนก็ได้ ยิ่งอยู่ที่ไหนยิ่งมีความสุข มีความสุขเพราะอะไร เพราะมันไม่ต้องไปรับภาระอย่างอื่น ดูแลแต่หัวใจของตน ดูแลแต่หัวใจของตน แล้วมันพัฒนาขึ้นไง
ฉะนั้น ถ้าเป็นพรปีใหม่ สวัสดีสติ สวัสดีสมาธิ สวัสดีปัญญา ไม่มีขายที่ไหนทั้งสิ้น ท้องตลาดก็ไม่มี ให้ใครส่งไปรษณีย์มาก็รับไม่ได้มันไม่มี แต่มันฝึกได้จากผู้รู้ จากหัวใจของเรา จากหัวใจที่โดนกิเลสมันกลบทับไว้ เวลามีความเชื่อ มีความเชื่อมั่นของเรา เราต้องเชื่อมั่นสิว่าพระพุทธศาสนามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันมีรัตนตรัย มีแก้วสารพัดนึก มีที่พึ่งอาศัย เราต้องเชื่อสิ นี่ไงความเชื่อ ความเชื่อคือศรัทธาความเชื่อ เรามาฝึกหัด เรามาประพฤติปฏิบัติไง
แต่เวลาปฏิบัติขึ้นมากาลามสูตรแล้ว ไม่ให้เชื่อแม้แต่พระสงบพูด ไม่ให้เชื่อทั้งสิ้น เพราะนั้นเป็นความเชื่อ นั้นแสดงธรรม ข้างนอก เห็นไหม สังสรรค์ สังสรรค์ ให้คนช่วยเหลือ ให้คนเจือจานอยู่ไง แต่เวลากาลามสูตรให้เชื่อผลของการที่ปฏิบัตินั้น แล้วถ้าผลของการที่ปฏิบัติมันเป็นสัจจะ มันเป็นความจริงขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมาทำลายล้าง ใครจะมาแก้ไข เป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นความจริงนะ นี้เราปฏิบัติของเราขึ้นมา
ปีใหม่ พรปีใหม่ เราอยากให้สวัสดีกับคุณงามความดีของเรา ถ้ามันทุกข์มันยากมันเป็นปกติ สิ่งมีชีวิตมีความรู้สึก ความรู้สึก แต่ถ้าความรู้สึกนั้น ความรู้สึกที่มันกดทับโดยวิกฤติในชีวิตต่างๆ เราก็ต้องแก้ไข
เวลาคนทางโลกนะ เวลาเขาบอกว่าเราต้องรู้จักประหยัดมัธยัสถ์ ใช้สอยเงินทองที่เราหามา ชีวิตเราจะไม่ลำบากจนเกินไป ชีวิตที่มันโดนกดดันโดยกิเลส กดดันโดยสังคมโดยวิกฤติในเวรในกรรม ในเวรในกรรมนะ ในเวรในกรรมหมายถึงการเกิด เกิดในสังคมใด เกิดในสิ่งที่มีเวรมีกรรมต่อกัน มันจะมีขัดมีแย้งกันบ้าง ตั้งสติไว้ เราทำมาทั้งสิ้น แล้วพยายามค่อยๆ แก้ไข พยายามค่อยๆ คุยกัน แก้ไขด้วยการคุยกัน
แล้วถ้ามีสติมีปัญญานะมันจะลงตรงนี้ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ใครมีเวรมีกรรมต่อกัน มีการขัดข้องหมองใจสิ่งใด ให้อภัยต่อกัน ตอนนี้เราให้อภัย เพราะคนให้อภัยจะได้บุญกุศล ให้อภัยได้บุญกุศลเพราะอะไร เพราะจิตใจมันได้ปลดปล่อยสิ่งที่มันกดดันหัวใจนั้นไป มันจะมีบุญกุศลเพราะมันจะเบาหัวใจ พอกันที พอกันที มันมีความสุขนะ ไม่พอกันทีมันต้องตามล้างตามเช็ด มันต้องวุ่นวายมาก พอกันที พอกันที เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เอวัง